กระแสเรียกคืออะไร
กระแสเรียกคืออะไร ฉันมีกระแสเรียกเป็นอะไรในอนาคต ฉันมีกระแสเรียกเป็นพระสงฆ์หรือนักบวชหรือเปล่า ฯลฯ” คำถามต่างๆเหล่านี้ป็นคำถามที่อาจจะเกิดขึ้นกับใครหลายคน โดยเฉพาะเมื่อใครคนนั้นโตพอและถึงเวลาที่จะต้องเลือกเส้นทางในการดำรงชีวิต แน่นอนว่ามีหลากหลายเส้นทางให้เลือก พวกเขาไม่สามารถเลือกที่ละหลายอย่างในขณะเดียวกัน ดังนั้น คำถามต่างๆ ที่กล่าวมาเบื้องต้นนั้นช่วยให้เราสามารถไตร่ตรองและสามารถเลือกเส้นทางในการดำรงชีวิตของเราได้อย่างเหมาะสม
“กระแสเรียก” (vocation) มาจากภาษละตินคือ “โวคาเร” (vocare) ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็คือ “การเรียก” (to call) นี่มีความหมายว่า กิจการหรือการงานของบุคคลคนหนึ่งที่ถูกเรียกโดยพระเจ้า เช่นเดียวกัน กระแสเรียกก็มีพื้นฐานบนความสามารถและคุณสมบัติของคนแต่ละคนในกิจการนั้นๆด้วย เสียงเรียกของพระเจ้านี้อาจดูไม่ชัดเจน ซึ่งก็หมายความว่าเราต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน กระแสเรียกนี้ต้องเกิดจากตัวของเราเอง ไม่ใช่การบังคับจากครอบครัว เพื่อนฝูงหรือคนอื่นๆโดยเราไม่ได้สมัครใจ หนึ่งในเครื่องหมายว่านี่อาจจะเป็นกระแสเรียกของเราก็คือว่า เรามีความสุขกับสิ่งนั้นจริงๆ และแน่ใจว่านี่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม ไม่ใช่แค่ตัวของเราเองเท่านั้น
ในทางศาสนาคริสต์เราแต่ละคนเชื่อว่า พระเจ้าทรงเรียกเราแต่ละคนให้มาทำภารกิจของพระองค์ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง สำหรับคริสตชน แน่นอนว่าพระเจ้าทรงเรียกให้เราเป็นคริสตชนที่ดี อันนี้เป็นสิ่งที่ไม่ต้องสงสัย เราถูกเรียกให้เจริญรอยตามพระเยซูคริสตเจ้าที่จะปล่าวประกาศข่าวดีซึ่งก็คือความรักของพระเจ้าในโลกนี้ เราต้องเป็นแบบอย่างด้วยชีวิตที่เปี่ยมด้วยความรักและเมตตาต่อคนรอบข้างเรา แต่นอกเหนือจากกระแสเรียกในการเป็นคริสตชนที่ดี พระเจ้าทรงประทานกระแสเรียกพิเศษซึ่งแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ นั่นก็คือ อย่างแรกก็คือ กระแสเรียกในการเป็นฆราวาสซึ่งอาจจะมีครอบครัวของตนเองหรือใช้ชีวิตโสดก็ได้ พวกเขาอยู่อาศัยโดยอาชีพใดอาชีพหนึ่ง เช่น แพทย์ ครู ชาวสวน นักธุรกิจ ฯลฯ อย่างที่สองก็คือกระแสเรียกในการเป็นพระสงฆ์ พระสงฆ์นักบวช หรือนักบวช ผู้ซึ่งได้เสียสละตัวเองและอุทิศชีวิตเห็นแก่ความรักของพระเจ้า โดยการสวดภาวนาและรับใช้ผู้อื่น ในที่นี้พวกเราจะเน้นไปยังกระแสเรียกอย่างที่สองว่าคืออะไร และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีกระแสเรียกอันนี้
เราคริสตชนเชื่อว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกบางคนให้มาเป็นพระสงฆ์ พระสงฆ์นักบวช หรือนักบวชของพระศาสนจักร บุคคลเหล่านี้รู้สึกว่าตัวของพวกเขาเองได้รับกระแสเรียกจากพระเจ้าให้เข้ามาเป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ พระสงฆ์นักบวชหรือภารดาของคณะใดคณะหนึ่ง หรือถ้าเป็นผู้หญิงก็จะเป็นซิสเตอร์ แน่นอนว่ากระแสเรียกอาจจะไม่ใช่การได้ยินเสียงโดยตรงจากพระเจ้าหรือการได้เห็นอัศจรรย์อย่างยิ่งใหญ่ กระแสเรียกอาจจะมาจากสิ่งธรรมดาๆรอบข้าง อาจจะเป็นบุคคลหรือประสบการณ์ที่ทำให้เราแน่ใจว่าเราถูกเรียก ดังนั้นเราควรที่จะต้องไต่ตรองอย่างช้าๆ เกี่ยวกับกระแสเรียกของเรา หนึ่งในเครื่องหมายว่านี่คือกระแสเรียกของเราก็คือว่า เรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเลือกทางนี้และเราก็มีความสุขกับมัน ความสุขที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีอุปสรรคปัญหาอะไรเลย อาจจะมีขึ้นได้แต่เราก็ได้ใช้ความพยายามของเราให้ผ่านไปได้ เราเชื่อมั่นเช่นกันว่า ถ้ากระแสเรียกนี้มาจากพระเจ้า พระองค์ก็จะทรงประทานพระพรและความเข้มแข็งอย่างเพียงพอให้กับเรา
สิ่งหนึ่งที่เราควรจะแน่ใจก็คือว่า กระแสเรียกนี้อาจเกิดขึ้นกับคนทุกคน ทุกประเภท ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด ดังนั้นเราไม่อาจกำหนดว่ากระแสเรียกนี่เหมาะสำหรับคนนี้หรือคนนั้น แต่ใครก็ได้ทั้งนั้นสามารถถูกเรียกโดยพระเจ้า ในพระคัมภีร์ภาคพระธรรมสัญญาใหม่ พระเยซูเจ้าทรงเรียกซีโมนหรือนักบุญเปโตร ซึ่งทำอาชีพชาวประมงให้ติดตามพระองค์ (ลก.5:1-11) อาชีพชาวประมงนี้ก็เป็นอาชีพธรรมดา ไม่ได้พิเศษกว่าอาชีพใดเลย เช่นเดียวกัน พระเยซูทรงเรียกนักบุญมัทธิวผู้ซึ่งในขณะนั้นทำอาชีพผู้เก็บภาษี ถึงแม้ว่าท่านมีฐานะค่อนข้างดี (มธ.9:9) แต่อาชีพของท่านเป็นอาชีพที่ถูกเกียจชังโดยชาวยิวในสมัยนั้นเพราะภาษีที่ได้จะเป็นของชาวโรมันซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ซึ่งได้เข้ามามีอิทธิพลในอิสราเอล นอกจากนี้ ถ้าเราได้อ่านชีวประวัติของบรรดานักบุญในพระศาสนจักร เราก็จะพบความแตกต่างของพื้นเพและความสามารถ แต่ก็ยังถูกเรียกให้มารับใช้พระเจ้าเช่นกัน ตัวอย่างเช่น นักบุญออกัสติน ผู้ซึ่งมีการศึกษาที่ดีและฉลาดปราดเปรื่อง นักบุญฟรังซิส แห่งอัสซีซี ลูกชายของพ่อค้าผ้า นักบุญอิกญาซิโอ แห่งโลโยลา ผู้ซึ่งเคยเป็นทหารและมาจากครอบครัวขุนนาง นักบุญยอห์น เวียนเน ผู้ซึ่งไม่มีความถนัดในการเรียนเลยแต่ก็มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะเป็นพระสงฆ์ หรือนักบุญยอห์น บอสโก ผู้ซึ่งมาจากครอบครัวชาวนาธรรมดาแต่ศรัทธา ดังนั้นกระแสเรียกสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้จากทุกพื้นเพ
ดังนั้น นับว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ถ้าจะมีผู้ที่รู้สึกว่าตนเองมีกระแสเรียกที่จะเป็นพระสงฆ์ พระสงฆ์นักบวช หรือนักบวช แน่นอนว่าพวกเขาควรจะไตร่ตรองให้ดีว่าสิ่งนี้แหละเป็นกระแสเรียกจริงๆ เพื่อพวกเขาจะได้ตอบสนองต่อน้ำพระทัยของพระเจ้าในการดำรงชีวิตทั้งชีวิตของเขา จะเป็นการดีอย่างมากเช่นกัน ถ้าในช่วงการตัดสินใจ ผู้ที่สนใจนั้นมีโอกาสปรึกษากับคุณพ่อเจ้าวัด พระสงฆ์ หรือนักบวชในคณะใดคณะหนึ่ง และในเวลาต่อมา ถึงแม้ว่าพวกเขาจะได้รับเข้าเป็นสมาชิกของคณะแล้ว แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ต้องสวดมากๆ ได้รับการอบรมที่เหมาะสม และสามารถพัฒนาความสามารถของพวกขาแต่ละคน นี่จะช่วยให้กระแสเรียกค่อยๆเจริญงอกงาม และในที่สุดพวกเขาก็จะมารถอุทิศตนรับใช้ผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมและดีที่สุด

